ยาฆ่าแมลง
ยาฆ่าแมลง Inscticides คือ สารเคมี ชีวภัณฑ์ที่ใช้สำหรับกำจัดแมลงศัตรูพืช หรือลดการขยายพันธ์ุของแมงหรือแมลงที่มีผลร้ายต่อพืช ไม่ว่าจะต่อเกษตกรหรือครัวเรือน เช่น เพลี้ย หนอน ตัวอ่อนด้วง ที่ทำลายพืช มีทั้งออกฤทธิ์แบบน็อค หรือแบบดูดซึม เลือกใช้ให้เหมาะสมกับแมลงชนิดนั้น ๆ
กลุ่มของยาฆ่าแมลง
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 1 : ยับยั้งเอนไซม์อะซีทิลโคลีนเอสเทอเรส
ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ กลไกยับยั้งเอนไซม์อะซีทิลโคลีนเอสเทอเรส ำให้เกิดการคั่งของสารสื่อประสาทอะซีทิลโคลีนและเกิดการส่งกระแสประสาทมากเกินไป เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ สั่น ชัก และการหายใจล้มเหลวและตาย
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 1A : กลุ่มสารเคมี “คาร์บาเมท carbamates”
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 2 : ขัดขวางช่องกาบาคลอไรด์
ยากลุ่ม 2 จะเข้าไปจับกับช่องกาบาคลอไรด์ เกิดการขัดขวางหรือปิดกั้น ช่องทางไหลเข้าของคลอไรด์ การที่คลอไรด์ไหลเข้าไม่ได้จึงไม่เกิดการลดกระแสประสาทส่งผลให้การถ่ายทอดกระแสประสาทมากผิดปกติ แมลงจึงเกิดอาการชักกระตุกและเป็นอัมพาต และตายในที่สุด
กลุ่ม 2A : “ไซโคลดีน , ออร์กาโนคลอร์รีน”
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 3 : ปรับการทำงานของช่องโซเดียม
ยากลุ่ม 3 จะเข้าไปจับกับช่องดซเดียม แบบแอลโลสเตอริกในขณะที่ช่องกำลังเปิด แล้วปรับการทำงาน ของช่องโซเดียมโดยการเหนี่ยวนำหรือล็อคช่องให้เปิดค้างนานกว่าปกติ ทำให้โซเดียมไหลเข้าสู่เส้นประสาทมากกว่าปกติ เกิดการกระตุ้นเซลล์ประสาทซ้ำ ๆ ยาวนาน ทำให้กล้ามเนื้อแมลงกระตุก หดเกร็ง เป็นตะคริวรุนแรงเฉียบพลัน และตาย
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 3B : “ดีดีที , เมทอกซิคลอร์ ”
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 4 : ปรับการทำงานของตัวรับนิโคตินิกอะซิทิลโคลีน
ยากลุ่ม 4 จะแย่งจับตัวรับนิโคตินิกอะซิทิลโคลีน แบบแข่งขัน กับสารสื่อประสาทอะซิทิลโคลีนด้วยความแรงที่สูงกว่า และ/หรือ ไม่ถูกย่อยสลายโดยเอนไซม์อะซิทิลโคลีนเอสเทอเรส แล้วปรับการทำงาน ของตัวรับนิโคตินิกอะซิทิลโคลีนให้เปิดค้างนานกว่าปกติ หรือเปิดซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ต่อมายากลุ่ม 4 จะชักนำให้ตัวรับนิโคตินิกอะซิทิลโคลีนมีโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปจนสารสื่อประสาทอะซิทิลโคลีนไม่สามารถจับหรือกระตุ้นการทำงานได้ นำไปสู่สภาวะส่งกระแสประสาทมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง แมลงเกิดอาการกระสับกระส่าย ควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้ กล้ามเนื้อสั่นกระตุก ชัก สุดท้ายเป็นอัมพาต ตาย
กลุ่ม 4A : “นีโอนิโคตินอยด์”
กลุ่ม 4B : “นิโคติน”
กลุ่ม 4C : “ซัลฟ็อกซิมีน”
กลุ่ม 4D : “บูเทโนไลด์”
กลุ่ม 4E : “เมโซไอโอนิค”
กลุ่ม 4F : “ไพริดิลไลเดน”
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 5 : ปรับการทำงานของตัวรับนิโคตินิกอะซิทิลโคลีน แบบแอลโลสเตอริก
ยากลุ่ม 5 จะเข้าจับตัวรับนิโคตินิกอะซิทิลโคลีน แบบอัลโลสเตอริก ณ ตำแหน่งที่ 1 ซึ่งเป็นตำแหน่งจับ คนละตำแหน่งกับยาในกลุ่ม 4, 14 และ 32 แม้เป็นตัวรับนิโคตินิกอะซิทิลโคลีนเหมือนกัน โดยยาในกลุ่ม 5 จะเข้าจับกับบางส่วนของพูหน่วยย่อยอัลฟ่า แล้วส่งผลให้ปรับการทำงาน ของตัวรับนิโคตินิกอะซิทิลโคลีนให้เปิดค้างนานกว่าปกติ นำไปสู่สภาวะส่งกระแสประสาทมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง แมลงเกิดอาการกระสับกระส่าย ไม่สามารถควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อได้ เกิดอาการสั่นกระตุก หยุดกินอาหาร ชัก สุดท้ายเป็นอัมพาต และลาโลกไปในที่สุด โดยทั่วไปแมลงจะหยุดกินอาหารภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังได้รับยากลุ่ม 5 เช่น หนอนกอข้าวจะหยุดกินภายใน 24 ชั่วโมง และจะตายภายใน 1-3 วัน
กลุ่ม 5 : “สไปโนซิน”
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 6 : ปรับการทำงานของช่องกลูตาเมตคลอไรด์ แบบแอลโลสเตอริก
ยาแมลงกลุ่ม 6 จะเข้าไปจับกับช่องกลูตาเมตคลอไรด์ แบบแอลโลสเตอริก (allosteric modulators) แล้วปรับการทำงานของช่อง (modulators) ซึ่งเป็นการเสริมฤทธิ์หรือเพิ่มการกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาทกลูตาเมต ทำให้ช่องเปิดยาวนานขึ้นหรือปิดช่องช้าลง ส่งผลให้มีการไหลเข้าของคลอไรด์มากกว่าปกติและเกิดการยับยั้งการส่งกระแสประสาทเพื่อให้กล้ามเนื้อหดตัว (การหดตัวของกล้ามเนื้อทำให้เกิดการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน บิน กิน การจับคู่ผสมพันธุ์) เมื่อไม่เกิดการส่งกระแสประสาทจึงนำไปสู่ภาวะพักของเซลล์เส้นประสาท (hyperpolarization)
ภาวะพักของเซลล์เส้นประสาทที่ต่อเนื่อง เป็นการขัดขวางการส่งกระแสประสาท ส่งผลให้แมลงไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อเพื่อเคลื่อนไหวได้ เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นอัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Flaccid Paralysis) และลาโลกไปในที่สุด
ภายหลังแมลงได้รับยาแมลงกลุ่ม 6 จะหยุดกินอาหารเกือบจะทันที โดยทั่วไปแมลงจะตายภายใน 2-4 วัน
กลุ่ม 6 : “อะบาเมกติน”
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 7 : กระตุ้นการทำงานของตัวรับฮอร์โมนจูเวไนล์
ยาแมลงกลุ่ม 7 เลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนจูเวไนล์ โดยเข้าไปจับกับตัวรับฮอร์โมนจูเวไนล์ และกระตุ้น ทำให้เกิดการรบกวนสมดุลของฮอร์โมนที่จำเป็นต่อการพัฒนาตามปกติ ส่งผลให้แมลงยังคงอยู่ในสภาพตัวอ่อนหรือรบกวนการลอกคราบเปลี่ยนรูปร่างไปสู่ตัวอ่อนระยะถัดไป หรือการเข้าดักแด้และออกจากดักแด้เป็นตัวเต็มวัย สำหรับแมลงตัวเต็มวัยที่ได้รับยากลุ่ม 7 จะมีผลต่อการพัฒนาระบบสืบพันธุ์ (เป็นหมัน) ในเพศผู้จะมีน้ำเชื้ออสุจิลดลง ส่วนเพศเมียการผลิตไข่ในรังไข่และอัตราการฟักของไข่จะลดลง และมีฤทธิ์ฆ่าไข่
กลุ่ม 7A : “ไฮโดรพรีน , ฟีนอกซิคาร์บ , ไพริพรอกซิเฟน”
กลุ่ม 7B : “ฟีนอกซิคาร์บ”
กลุ่ม 7C : “ไพร์พรอกซิเฟน”
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 8 : กลไกออกฤทธิ์หลายตำแหน่งแบบไม่จำเพาะเจาะจง
กลไกออกฤทธิ์หลายตำแหน่งแบบไม่จำเพาะเจาะจง
ยาฆ่าแมลง กลุ่ม 9 : ปรับการทำงานตัวรับช่องทีอาร์พีวี ในอวัยวะรับความรู้สึก
ยาแมลงกลุ่ม 9 ออกฤทธิ์โดยการจับกับตัวรับทีอาร์พีวี และปรับการทำงานของช่องให้เปิดมากกว่าปกติ เกิดการขยายสัญญาณการรับรู้ความรู้สึกมากกว่าปกติ นำไปสู่ความผิดปกติของการได้ยิน การรับรู้แรงโน้มถ่วง การทรงตัว ความเร่ง การรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย (proprioception) และการรับรู้การเคลื่อนไหว (kinesthesia) ส่งผลให้เกิดภาวะหูหนวด-ตาบอด การเคลื่อนไหวผิดปกติ ทรงตัวไม่อยู่ ไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อปากได้เป็นปกติ สูญเสียความสามารถหาคู่ผสมพันธุ์ นำไปสู่ภาวะอดอาหาร (starvation) ลดการสืบพันธุ์และลาโลกไปอย่างช้าๆ โดยปกติหลังได้รับสาร 4-6 ชม. แมลงจะเริ่มสูญเสียความสามารถการรับรู้และลาโลกภายใน 2-5 วัน
ยาฆ่าแมลงกลุ่ม 10 : ยับยั้งเอนไซม์ไคตินซินเทส 1 ของไรศัตรูพืช
กลไกออกฤทธิ์ยาในกลุ่ม 10 จะเข้าไปจับกับเอนไซม์ไคตินซินเทส 1 ของไรในวงศ์ไรแดง-ไรแมงมุม ส่งผลให้ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไคตินซินเทส 1 ซึ่งทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาการสังเคราะห์สายโซ่พอลิแซ็กคาไรด์ ทำให้กระบวนการสร้างไคตินหยุดชะงัก ทำให้ไรไม่สามารถสร้างผนังเปลือกลำตัวใหม่ที่สมบูรณ์ในระหว่างการลอกคราบได้ นำไปสู่ความล้มเหลวในการเจริญเติบโต ผนังเปลือกบาง ปริแตกง่าย สูญเสียของเหลวในร่างกายและนำไปสู่การลาโลกอย่างช้าๆ ซึ่งอาจกินระยะเวลา 4-7 วัน หรือมากกว่านี้
กลุ่ม 10A : กลุ่มสารเคมี “เตตระซิน, คาร์บอกซิไมด์”
กลุ่ม 10B : กลุ่มสารเคมี “ไดฟีนิล ออกโซลีน”
ยาฆ่าแมลงกลุ่ม 11 : จุลินทรีย์ทำลายเยื่อบุผนังทางเดินอาหารส่วนกลางของแมลง
กลไกการออกฤทธิ์ของยากลุ่ม 11 จะกล่าวถึงกลไกของเชื้อจุลินทรีย์ 2 ชนิดเป็นหลัก คือ เชื้อแบคทีเรีย “บีที” และเชื้อแบคทีเรีย “บาซิลลัส สเฟียริคัส” เป็นกระบวนการหลายขั้นตอนที่มีความจำเพาะต่อหนอนของผีเสื้อและหนอนมอด เริ่มต้นจากการที่หนอนกินผลึกโปรตีนและสปอร์ของเชื้อบีทีเข้าไป แล้วถูกน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหารย่อยจนกระทั่งเกิดพิษ หนอนลาโลกเนื่องจากแผลในระบบทางเดินอาหารและเกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ
กลุ่ม 11A : เชื้อแบคทีเรีย “บาซิลลัส ทูริงเยนซิส และโปรตีนพิษ”
กลุ่ม 11B : เชื้อแบคทีเรีย “บาซิลลัส สเพียริคัส”
ยาฆ่าแมลงกลุ่ม 12 : ยับยั้งเอนไซม์เอทีพีซินเทส ในการสร้างพลังงาน ATP
ยากลุ่ม 12 กลไกออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์เอทีพีซินเทส โดยยาในกลุ่มนี้จะเข้าจับกับเอนไซม์และมีผลยับยั้งการทำงาน ดังนั้น แมลงและไรจึงมีพลังงาน ในการดำรงชีวิตไม่เพียงพอ เนื่องจากการยับยั้งของยากลุ่ม 12 ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์ ทำให้เซลล์ขาดพลังงาน ส่งผลให้แมลงหรือไรศัตรูพืชเกิดอาการอัมพาตและลาโลก โดยอาจใช้เวลา 1-4 วัน หลังรับยา
กลุ่ม 12A : “ไดอะเฟนไทยูรอน”
กลุ่ม 12B : “ออร์แกนโนทิน”
กลุ่ม 12C : “ซัลไฟท์เอสเทอร์”
กลุ่ม 12D : “เตตระไดฟอน”
ยาฆ่าแมลงกลุ่ม 13 : รบกวนการเติมหมู่ฟอสเฟต
ยากลุ่ม 13 กลไกออกฤทธิ์จะเข้าไปรบกวนความต่างศักย์ของโปรตอน บริเวณเยื่อหุ้มชั้นในของไมโตคอนเดรีย เปรียบเสมือนการ “ลัดวงจร” การไหลกลับเข้าสู่เมทริกซ์ของโปรตอน
สำหรับยา “คลอร์ฟีนาเพอร์” จะเป็นพิษต่อแมลงหลังจากเอนไซม์กลุ่มออกซิเดส โดยเฉพาะเอนไซม์กลุ่ม MFOs ที่อยู่ในตัวแมลง ย่อยสลายยาจนได้เป็นสาร “ทราโลไพริล หรือ โพรโตโนพอร์ ” สารนี้จะเข้าจับกับโปรตอนที่อยู่ในช่องว่างระหว่างเยื่อหุ้มและทำให้โปรตอนรั่วไหลกลับเข้าสู่เมทริกซ์ผ่านเยื้อหุ้มเซลล์ชั้นในแทนที่จะไหลผ่านเอนไซม์เอทีพีซินเทส ซึ่งเป็นการลัดวงจร ทำให้ไม่เกิดความต่างศักย์ของโปรตอน จึงเป็นการยับยั้งการเติมหมู่ฟอสเฟตและไม่เกิดสารให้พลังงาน ATP ทำให้เซลล์ขาดพลังงาน เซลล์เสื่อมสภาพ แมลงอ่อนแรงและลาโลกไปในที่สุด
กลุ่ม 13 : “คลอฟีนาเพอร์”
ยาฆ่าแมลงกลุ่ม 14 : ขัดขวางตัวรับนิโคตินิกอะซิทิลโคลีน
ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อโดยขัดขวางการเปิดช่องของ “ตัวรับนิโคตินิกอะซิทิลโคลีน” จึงไม่ทำให้เกิดการส่งกระแสประสาท กล้ามเนื้อจึงอ่อนแรง เป็นอัมพาตอ่อนแรงและตาย

