โรคที่พบบ่อยในนาข้าวและวิธีแก้ไข

โรคข้าว อุปสรรคสำคัญของชาวนาหรือเกษตรกรของชาวไทย ข้าวพืชสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตเรามาอย่างช้านาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้คนทั่วประเทศไทย แต่เนื่องจากการปลูกข้าวนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก เนื่องจากปัญหาที่เจอหลัก ๆ นอกจากการขาดน้ำแห้งแล้งนั้น ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการปลูกข้าวหรือทำนาเป็นอย่างมากนั่นคือ โรคในข้าวที่พบประจำ จะมีโรคอะไรบ้างนั้นวันนี้จะมาให้คำตอบ อีกทั้งยังบอกวิธีจัดการแต่ละโรคว่าควรจัดการอย่างไร

โรคไหม้ (Rich Blast Disease)
เกิดจากเชื้อรา Pyricularia grisea Sacc.
อาการของโรค
- ระยะกล้า
ต้นข้าวจะมีแผลสีน้ำตาลที่ใบ ดูแล้วจะคล้ายรูปของดวงตา มีดวงตาสีเทาอยู่ตรงกลาง ขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไป สามารถลุกลามจนรวมกันทั่วที่ใบของต้นข้าว หากรุนแรงมากจะทำให้ตนกล้าแห้ง และหมอบตาย
- ระยะแตกกอ
จะพบโรคได้แถวบริเวณกาบใบ ใบข้อต่อระหว่างใบและข้อต่อระหว่างลำต้น แผลของโรคจะใหญ่กว่าตอนที่เป็นต้นกล้า สามารถลุกลามติดต่อกันได้
- ระยะคอรวง
อาการเม็ดลีบ เป็นผลอันเนื่องมาจากต้นข้าวถูกเชื้อราชนิดนี้เข้าเล่นงาน หากโดนเล่นงานช่วงข้าวแก่เต็มที่จะถึงเวลาเกี่ยวแล้วนั้น คอรวงจะมีรอยแผลสีน้ำตาล ทำให้คอรวงหักพับง่าย และทำให้เกิดข้าวหล่นผลผลิตเสียหาย
การป้องกัน
- ไม่ควรหว่านข้าวหรือลงกล้าหนาแน่นจนเกินไป จำนวนที่เหมาะสมคือ 15 กิโลกรัมต่อไร่ ในแปลงที่ปลูกกล้า ควรแบ่งแปลงย่อยให้มีพื้นที่ ให้เกษตรกรเข้าไปจัดการได้ง่าย ควรมีอากาศถ่ายเท ที่ดี
- ตรวจดูแปลงอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งแปลงที่มีประวัติเคยเป็นโรคมาก่อน หากพบโรคในช่วงแรกกำจัดได้โดยการตับใบที่เป็นโรคหรือถอนโคน
- นำเมล็ดพันธุ์มาคลุกสารป้องกันเชื้อรา ก่อนนำไปหว่าน เช่น เฮกซะโคนาโซล

โรคใบจุดสีน้ำตาล Brown Spot Disease
เกิดจากเชื้อรา Bipolaris oryzae
อาการของโรค
โรคชนิดนี้มักจะเกินขึ้นในดินที่ขาดธาตุอาหาร ซิลิคอน โพแทสเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม และในสภาวะที่ต้นข้าวเกิดอาการเมาซังตอ เมาซังตอเป็นอาการที่ต้นข้าวได้รับผลกระทบจากกระบวนการย่อยสลายของฟางหรือตอซังเก่าที่ยังย่อยไม่สมบูรณ์ เลยทำให้เกิดก๊าสไฮโดรเจนซัลไฟด์ขึ้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้ต้นข้าวเกิดโรครากเน่าดำ ทำให้ต้นข้าวไม่สามารถดูดซึมน้ำและแร่ธาตุอาหารจากดินได้ ต้นข้าวจึงเกิดอาการขาดธาตุอาหาร ทำให้ต้นข้าวเกิดอาการอ่อนแอต่อโรค เชื้อราชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในอุณหภูมิ 25 – 30 องศาเซลเซียส และดีที่สุดเมื่อต้นข้าวอยู่ในสภาวะเครียด เนื่องจากอาการขาดน้ำ อากาศมีความชื้นสูงมากกว่า 80%
การป้องกัน
- ปรับปรุงหน้าดินโดยการไถกลบฟาง ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อเพิ่มแร่ธาตุลงไปในดิน หรือปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อลดความร้ายแรวของพืช
- นำเมล็ดพันธุ์มาคลุกสารป้องกันเชื้อรา ก่อนนำไปหว่าน เช่น เฮกซะโคนาโซล
- กำจัดวัชพืชในนา ดูแลแปลงให้สะอาด และใส่ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสม

โรคใบขีดสีน้ำตาล
เกิดจากเชื้อราที่ชื่อว่า Cercospora oryzae I. Miyake
อาการของโรคข้าว
ที่ใบต้นข้าวจะมีสีน้ำตาลเป็นขีด ๆ ขนานไปกับเส้นใยบนใบข้าว มักจะพบได้ในระยะที่ต้นข้าวกำลังแตกกอ แผลไม่กว้าง ตรงกลางเล็กและไม่มีรอยช้ำที่แผล ต่อมาแผลจะขยายมาติดกัน แผลจะมีมากตามใบล่างและปลายใบ ใบที่เป็นโรคจะแห้งตายจากปลายใบก่อน ต้นข้าวที่เป็นโรครุนแรงจะมีแผลสีน้ำตาลที่ข้อต่อใบได้เช่นกัน เชื้อนี้สามารถเข้าทำลายคอรวง ทำให้คอรวงเน่าและหักพับได้

โรคกาบใบแห้ง (Sheath blight Disease)
เกิดจากเชื้อราที่ชื่อว่า Rhizoctonia solani
อาการของโรค
ในระยะแตกกอจนถึงเก็บเกี่ยว ยิ่งต้นข้าวมีการแตกกอกันมากเพียงใด ต้นข้าวก็จะมีการเจริญเติบโตเบียดเสียดกันมากขึ้น โรคก็จะยิ่งทวีคูณความรุนแรงมากขึ้นจะเห็นแผลจากโรคนี้ได้้ชัด ตามกาบใบ บริเวณที่ใกล้กับระดับน้ำในนาข้าว แผลจะลุกลามขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดไม่จำกัดและลุกลามขยายขึ้นถึงใบข้าว ถ้าเป็นพันธุ์ข้าวที่อ่อนแอ แผลสามารถลุกลามถึงใบธงและกาบหุ้มรวงข้าว ทำให้ใบและกาบใบเหี่ยวแห้ง ผลผลิตจะลดลงอย่างมาก
การป้องกัน
- ก่อนเริ่มฤดูปลูกข้าวทุกครั้ง ควรไถพลิกหน้าดินใหม่ทุกครั้ง เพื่อทำลายสปอร์ของเชื้อราที่อาจหลงเหลืออยู่ในดิน
- กำจัดวัชพืชรอบ ๆ นาข้าวและแหล่งน้ำ เพื่อลดโอกาสการพักตัวและสะสมของเชื้อโรค
- ใช้สารเคมีป้องกันเชื้อรา เช่น เฮกซะโคนาโซล

โรคข้าว ถอดฝักดาบ
เกิดจากเชื้อราที่ชื่อว่า Fusarium fujikuroi Nirenberg
อาการของโรค
ต้นข้าวที่ติดโรคชนิดนี้จะสังเกตง่ายมาก ลำต้นจะมีลักษณะผมสูงกว่าต้นกล้าข้าวทั่วไป พบได้ในระยะต้นกล้า หรือแตกกอ ต้นข้าวจะมีลักษณะสีซีดกว่าปกติ รากจะเน่าช้ำ เวลาถอนขึ้นมาโคนต้นของกล้าข้าวมักจะขาด ถ้ารุนแรงต้นข้าวจะตาย
การป้องกัน
- งดการน้ำเมล็ดข้าวจากแหล่งที่เคยมีประวัติเกี่ยวกับโรคนี้มาปลูก
- กำจัดข้าวที่เป็นโรคโดยการถอนทิ้งและเผาทำลายเมื่อเกี่ยวข้าวแล้วควรไขน้ำเข้านาและไถพรวน ปล่อยน้ำเข้าที่นาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณเชื้อราที่ตกค้างในดิน

โรคเมล็ดด่าง Dirty Panicle Disease
เกิดจากเชื้อราที่ชื่อว่า Curvularia lunata Boed. Cercospora oryzae I.Miyake. Helminthosporium oryzae Breda de Haan. Fusarium semitectum Berk&Rav. Trichoconispad wickii Ganguly. Sarocladium oryzae Sawada.
อาการของโรค
พบแผลลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลหรือสีดำที่เมล็ดข้าว บางครั้งก็เป็นลักษณะลายสีน้ำตาล ดำ และในบางจำพวกก็มีสีเทาปนชมพู เพราะส่ามีเชื้อราหลายชนิดที่สามารุเข้าไปทำลยรวงข้าวและทำให้เกิดอาการต่างกันไป
การป้องกัน
- ต้องเฝ้าระวังการเกิดโรคเป็นพิเศษหากในแปลงข้าวมีข้าวพันธุ์ที่ออ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 พิษณุโลก 2 และข้าวเจ้าหอมคลองหลวง 1
- ไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์จากแปลงที่เคยเป็นโรค
- คลุกเมล็ดที่จะนำมาปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา

โรคขอบใบแห้ง Bacterial Leaf Blight Disease or Bacterial Blight Disease
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae (ex Ishiyama) Swings et al.
อาการของโรค
ต้นกล้าก่อนที่จะนำไปปลูก จะมีจุดเล็ก ๆ เหมือนรอยช้ำบริเวณขอบใบของใบล่าง หากทิ้งไว้ รอยช้ำนี้จะกลายเป็นรอยทางสีเหลืองยาวไปตามแนวของใบต้นข้าว ใบที่ติดโรคนี้จะแห้งเร็ว และจากใบสีเขียวจะแห้งและกลายเป็นสีเทา ๆ
อาการหลังลงแปลงนาได้เดือนถึงเดือนครึ่ง ใบที่เป็นโรคขอบใบมีรอยขีดช้ำ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ที่แผลมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลมๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ต่อมาจะกลายเป็นสีน้ำตาลและหลุดไปตามน้ำหรือฝน ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดต่อไปได้ แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ บางครั้งขยายเข้าไปข้างในตามความกว้างของใบ ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก แผลนี้เมื่อนานไปจะเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบที่เป็นโรคขอบใบจะแห้งและม้วนตามความยาว ในกรณีที่ต้นข้าวมีความอ่อนแอและเชื้อโรคมีปริมาณมาก จะทำให้ท่อน้ำท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวจะเหี่ยวเฉาและแห้งตายทั้งต้นโดยรวดเร็ว เรียกอาการนี้ว่า ครีเสก
การป้องกัน
- ไม่นำเมล็ดพันธุ์จากแปลงเป็นโรคมาใช้ปลูก
- ใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทาน เช่น พันธุ์สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 กข 7 และ กข 23 ในสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์สูง
- ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมาก
- ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น

